เคยสงสัยมานานแล๊ะว่าพระเจ้าเหาเป็นใคร ได้ยินคนนั้น คนนี้พูด ตะเองก็พูดออกจะบ่อย ว่าแต่ ตกลงท่านคือผู้ใดเล่า
เท่าที่หาได้เค้าบอกว่า
คำว่า 'พระเจ้าเหา' นี้ใช้อ้างอิงกันบ่อยมากในกรณีที่ผู้พูดต้องการเน้นว่าเรื่องที่ตนพูดเป็นเรื่องโบราณเต็มที แต่มักไม่ใคร่มีใครทราบว่าพระเจ้าเหานั้นมีองค์หรือเรื่องราวปรากฏอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ 'ซองคำถาม' ได้ค้นพบเรื่องราวของพระเจ้าเหาจากหนังสือของอาจารย์สมบัติ พลายน้อย ซึ่งกล่าวไว้ว่า หลวงจีนเย็นเกียรติ (ลิขิต ฮุนตระกูล) เป็นผู้สืบสวนค้นคว้าพระราชประวัติของพระเจ้าเหาขึ้นมาได้ โดยเขียนเล่าไว้ในหนังสือประวัติการสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับชาติจีน ฉบับพิมพ์เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ ความว่า “พระเจ้าเสียวเหา หรือพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหว่างตี้ราชวงศ์ที่ ๑ ปฐมกษัตริย์ของจีนครองราชย์ ๒๑๕๔ ถึง ๒๐๕๕ ปีก่อนพ.ศ. อยู่ในราชสมบัติ ๑๐๐ ปี
มีพระอัครชายา ๕ องค์ พระนางชีเลงสีพระมารดาพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระอัครชายาที่ ๑ มีพระโอรส ๓ องค์ คือ
๑. ชังฮี
๒. พระเจ้าเหา (น้อย)
๓. หล่งเมี้ยว
พระเจ้าเสียวเหาหรือพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระราชโอรสอันดับองค์ที่ ๒ พระองค์ขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อปีมะโรง ๒๐๕๔ ปีก่อนพ.ศ. และสวรรคตเมื่อปีเถาะ ๑๙๗๑ ปีก่อนพ.ศ. พระองค์เป็นต้นตระกูลไทย ในบันทึกประวัติศาสตร์จีนมีชัดแจ้งอยู่ว่าเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหานี้ได้รับพระราชทานตราตั้งราชตระกูล 'ไทยไทย' เป็นฐานันดรศักดิ์ประจำตระกูล ฉะนั้นพระเจ้าเหาจึงนับว่าทรงเป็นต้นตระกูลไทย...”(ที่น่าสังเกตคือ มีคำพูดอันหมายถึงเก่าแก่เหลือเกิน ติดปากคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “โอ๊ย เก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่น
คำว่า เหา หมายถึง ท้องฟ้า ฉะนั้น พระเจ้าเหา จึงมีความหมายอันงดงามและกว้างใหญ่ ไม่ได้หมายถึงความเก่าแก่ เก่าเก็บ หรือ ตัวเหา หากยุคพระเจ้าเหานั้นนับได้ก็ 4,500 ปีมาแล้ว เรียกได้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
รูปถ่ายพระบรมศพพระเจ้าเหา (น้อย) พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒ ครองราชย์ ๒,๐๕๔ ถึง ๑,๙๗๑ ปี ก่อนพุทธศักราชพระบรมศพนี้อยู่ ณ เมืองจูฟู มณฑลซานตุง (ซัวตัง)
(ภาพจากหนังสือ ประวัติการสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับชาติจีน โดย ลิขิต ฮุนตระกูล) “ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”
ตึกพระเจ้าเหา
ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของเขตพระราชฐานชั้นนอก ตึกหลังนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้อย่างชัดเจนมาก เป็นตึกที่สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ตัวตึกเป็นรูปทรงไทย ฐานก่อด้วยศิลาแสง และจึงก่ออิฐขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันเหลือแต่ผนังประตูหน้าต่าง ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ปัจจุบันคงปรากฏลายให้เห็นอยู่ ด้วยเหตุว่าภายในตึกมีฐานชุกชีปรากฏให้เห็นอยู่และชาวฝรั่งเศสได้ระบุว่าเป็นวัด จึงสันนิษฐานว่าเป็นหอพระประจำพระราชวัง ตึกพระเจ้าเหาหรือ “พระเจ้าหาว” (หาว=ท้องฟ้า-ภาษาไทยโบราณ) ในตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระเทพราชา และขุนหลวงสรศักดิ์ใช้ตึกพระเจ้าเหาเป็นที่นัดแนะประชุมขุนนางและทหารเพื่อแย่งชิงราชสมบัติขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงพระประชวรหนัก