^^

เคยสงสัยมานานแล๊ะว่าพระเจ้าเหาเป็นใคร ได้ยินคนนั้น คนนี้พูด ตะเองก็พูดออกจะบ่อย ว่าแต่ ตกลงท่านคือผู้ใดเล่า

เท่าที่หาได้เค้าบอกว่า

คำว่า 'พระเจ้าเหา'  นี้ใช้อ้างอิงกันบ่อยมากในกรณีที่ผู้พูดต้องการเน้นว่าเรื่องที่ตนพูดเป็นเรื่องโบราณเต็มที แต่มักไม่ใคร่มีใครทราบว่าพระเจ้าเหานั้นมีองค์หรือเรื่องราวปรากฏอยู่จริงหรือไม่  ซึ่งคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ 'ซองคำถาม'  ได้ค้นพบเรื่องราวของพระเจ้าเหาจากหนังสือของอาจารย์สมบัติ  พลายน้อย  ซึ่งกล่าวไว้ว่า หลวงจีนเย็นเกียรติ (ลิขิต ฮุนตระกูล) เป็นผู้สืบสวนค้นคว้าพระราชประวัติของพระเจ้าเหาขึ้นมาได้  โดยเขียนเล่าไว้ในหนังสือประวัติการสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับชาติจีน ฉบับพิมพ์เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ ความว่า “พระเจ้าเสียวเหา หรือพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหว่างตี้ราชวงศ์ที่ ๑ ปฐมกษัตริย์ของจีนครองราชย์ ๒๑๕๔ ถึง ๒๐๕๕ ปีก่อนพ.ศ. อยู่ในราชสมบัติ ๑๐๐ ปี

มีพระอัครชายา ๕ องค์ พระนางชีเลงสีพระมารดาพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระอัครชายาที่ ๑ มีพระโอรส ๓ องค์ คือ
๑. ชังฮี
๒. พระเจ้าเหา (น้อย)
๓. หล่งเมี้ยว

          พระเจ้าเสียวเหาหรือพระเจ้าเหา (น้อย) เป็นพระราชโอรสอันดับองค์ที่ ๒ พระองค์ขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อปีมะโรง  ๒๐๕๔ ปีก่อนพ.ศ. และสวรรคตเมื่อปีเถาะ ๑๙๗๑ ปีก่อนพ.ศ. พระองค์เป็นต้นตระกูลไทย ในบันทึกประวัติศาสตร์จีนมีชัดแจ้งอยู่ว่าเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหานี้ได้รับพระราชทานตราตั้งราชตระกูล 'ไทยไทย'  เป็นฐานันดรศักดิ์ประจำตระกูล ฉะนั้นพระเจ้าเหาจึงนับว่าทรงเป็นต้นตระกูลไทย...”(ที่น่าสังเกตคือ มีคำพูดอันหมายถึงเก่าแก่เหลือเกิน ติดปากคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “โอ๊ย เก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่น

คำว่า เหา หมายถึง ท้องฟ้า ฉะนั้น พระเจ้าเหา จึงมีความหมายอันงดงามและกว้างใหญ่ ไม่ได้หมายถึงความเก่าแก่ เก่าเก็บ หรือ ตัวเหา หากยุคพระเจ้าเหานั้นนับได้ก็ 4,500 ปีมาแล้ว เรียกได้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...

รูปถ่ายพระบรมศพพระเจ้าเหา (น้อย) พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒ ครองราชย์ ๒,๐๕๔ ถึง ๑,๙๗๑ ปี ก่อนพุทธศักราชพระบรมศพนี้อยู่ ณ เมืองจูฟู มณฑลซานตุง (ซัวตัง)
(ภาพจากหนังสือ ประวัติการสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับชาติจีน โดย ลิขิต ฮุนตระกูล)

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

 

ตึกพระเจ้าเหา
ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของเขตพระราชฐานชั้นนอก ตึกหลังนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้อย่างชัดเจนมาก เป็นตึกที่สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ตัวตึกเป็นรูปทรงไทย ฐานก่อด้วยศิลาแสง และจึงก่ออิฐขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันเหลือแต่ผนังประตูหน้าต่าง ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ปัจจุบันคงปรากฏลายให้เห็นอยู่ ด้วยเหตุว่าภายในตึกมีฐานชุกชีปรากฏให้เห็นอยู่และชาวฝรั่งเศสได้ระบุว่าเป็นวัด จึงสันนิษฐานว่าเป็นหอพระประจำพระราชวัง ตึกพระเจ้าเหาหรือ “พระเจ้าหาว” (หาว=ท้องฟ้า-ภาษาไทยโบราณ) ในตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระเทพราชา และขุนหลวงสรศักดิ์ใช้ตึกพระเจ้าเหาเป็นที่นัดแนะประชุมขุนนางและทหารเพื่อแย่งชิงราชสมบัติขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงพระประชวรหนัก


จำไม่ได้ว่าเริ่มหลงรัก ป่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่รู้ตอนนี้รักมันหมดใจจริงๆ ย้อนไปเมื่อน้านนนน มาแล๊ะ แค่ 10กว่าปีเอง ไปเดินป่าครั้งแรกสมัยเรียน ม.3 ได้ไปเข้าค่าย ยชป หรือ เยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ที่น้ำตกโตนงาช้าง กะพี่ๆ ป่าไม้สงขลา ได้มีโอกาสเดินขึ้นไปดูตาน้ำบนยอดเขา ทึ่งจริงๆ กะสิ่งที่เห็น สายน้ำสายเล็ก ๆ ออกมาจากรากไม้ เป็นไปได้ไงอ่ะ ลำธารสายใหญ่ ไหลรวมกลายเป็นน้ำตก ระยะทางหลายกิโลเมตร ให้คนในพื้นที่ได้ใช้สอย เกิดมาจากสายน้ำ หยดน้ำเล็กๆ พวกนั้น ไม่น่าเชื่อจริง ๆ .......ตั้งแต่วันนั้นมา ความรักในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ มากขึ้น มากขึ้น โดยไม่รู้ตัว ร้สึกตัวอีกทีก็ถอนตัวไม่ขึ้นซะแล้ว ชีวิตแห่งการเดินทางและการเรียนรู้ ก็ได้เริ่มขึ้น การเดิน่ไปในแต่ละที่ ความงาม ก็แตกต่างกันไป คงตอบไม่ได้หรอกว่ารักที่ไหนที่สุด ชอบที่ไหนที่สุด ความทรงจำในทุกๆ ที่ล้วนมีค่า ไม่ว่า จะสุข หรือทุกข์ สนุก หรือน่าเบื่อก็ตาม ก่อนมาเรียนโทตั้งใจไว้ว่าจะหยุดเที่ยวซักสองปีเรียนให้จบแล้วค่อยเที่ยวต่อ อุตส่าห์จัดทริปส่งท้าย ที่ภูกระดึง 

แต่คิดไปคิดมาทามมายต้องเครียดด้วยฟระ เรียนๆ เที่ยว ๆ เด๋วก็จบ ^^ ว่าแล้วก็ถอนคำพูดออกเดินทางดีกว่า จะช้าอยู่ไย หันหน้าไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งสู่ ภูวัว ดินแดนแห่งดอกไม้ กะตาหนวดหวาน คนแบกเป้  หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมายั้งได้อีก เที่ยวกระจาย จันทร์-ศุกร์ เรียน (รึเปล่า) เสาร์ -อาทิตย์เข้าป่า

ภูวัว กย 49

 

ทุ่งโนนสน ตค 49

ทริปมหาชน มากันทุกทีม

 

มโกจู ทามมายฟ้าปิดฟระ

 

 

 

ม่อนจอง ธค 49

คืนที่ดาวลอยเต็มฟ้า จำไรไม่ได้อ่ะ

 

ว่างๆ ค่อยมาต่อ ^^


Blog Entryพอ.สว. ในความทรงจำJan 15, '08 12:38 PM
for everyone

 

สมัยยังเด็ก ๆ มีความฝันอยู่หนึ่งอย่างที่อยากทำ แล้วได้ทำอย่างที่ฝัน นั่นก็คือ การที่ได้มีโอกาสออกหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี หรือ พอสว หลังจากเรียนจบ ก็ต้องไปทำงานใช้ทุนที่ ศรีสะเกษ ได้มีโอกาสติดตามพี่ๆ ไปออกหน่วย อยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก จนกระทั้งย้ายลงใต้ เมืองสตูล จึงได้มีโอกาสสมัครเป็นสมาชิก พอสว เต็มตัว เวลาออกหน่วยที่สตูล มักจะต้องไปเกาะเกือบทุกครั้ง บางครั้งฝนตกหนัก ไหนจะทั้งลมทั้งคลื่น เห็นแล้วแทบไม่อยากลงเรือ แต่เพื่อน ๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน ก็ไม่เคยหันหลังกลับเลยซักครั้ง..........

........ประมาณปลายเดือน พฤศจิกายน  2548 สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พอ.สว. จังหวัดสตูล เราจึงได้มีโอกาสรับเสด็จสมเด็จท่าน รวมทั้งร้องเพลงขวัญสตูล เพลงประจำจังหวัด ที่เพียรซ้อมอยู่หลายวันต่อหน้าพระพักตร์ ....เสียงเพลงจากเหล่าสมาชิกพอ.สว.ในวันนั้น ยังคงตราตรึงอยู่จนบัดนี้

 

พลงขวัญสตูล

      โอ้นครีสโดยบำบังสังการา
สตูลพาราคือเทพเทวามหาสมุทรไทย
เหล่าอิสลามรวมชาวพุทธสุดซึ้งใจ
จะประกอบการใด รักรวมใจกันสามัคคี
เกาะตะรุเตา อาดังยังงามล้ำเกินชม
ดุจดังเมืองพรหม และสุดงาม สำคำชมมากมี
หมู่เกาะหลีเป๊ธชายทะเลหาดสวยดี
ยังเสน่ห์เมืองนี้ล้วนคนมีน้ำใจแสนงาม
ไก่ดำ จำปาดะ เมืองพระและอิสลาม
ทั่วถิ่นเขตคามนั้นมีสุเหร่าวัดวาอาราม
พวกเราทำตามผู้นำหลักเมือง สตูลสมนาม
เจริญทุกยามพัฒนาเกษตรสมบูรณ์
จากทะเลบัน บันดาลดลใจรักมั่นคง คู่ขวัญอนงค์
จะฝากมาลัยดอกไม้ให้คุณ
จะวอนบนบานโต๊ะหยงกง ด้วยผลบุญ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อหนุน รักสตูลอย่าร้างเลือน

       

Blog Entryเรื่องของบัว Oct 25, '07 1:03 PM
for everyone
จั่วหัวไว้ก่อนเด๋วค่อยมาเขียน ^^

ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง ขนมพื้นบ้านใต้ ..........หม้อแกงลิงt หรือจะเรียกเต็ม ๆ ว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงคือชื่อของพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษคือมีกรวยดักแมลง ซึ่งรูปทรงคล้ายหม้อมีฝาปิด บางคนอาจนึกว่าส่วนนี้คือดอกของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง แต่ความจริงดอกของมันผลิช่อน้อย ๆ ระอยู่ตามกิ่งที่สูงเหยียดขึ้นไปหาฟ้า ขณะที่กรวยเป็นส่วนหนึ่งของใบที่ห้อยลงมา บางครั้งอาจระอยู่ถึงพื้นดิน อาจเรียกได้ว่ากรวยนี้เป็นอวัยวะพิเศษที่ธรรมชาติให้ไว้สำหรับจับแมลง อันเป็นคุณสมบัติพิเศษของพืชที่กินแมลงเป็นอาหาร หม้อแกงลิงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Nepenthes ampullaria เป็นพันธุ์ไม้ที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์ Nepen Thaceae ในประเทศไทยนั้นพบมากทางป่าแถบภาคใต้บางท้องถิ่นภาคใต้ เรียก เหนงนายพราน หรือกระบวยก็มี แต่ชื่อที่คุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือ หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งคงได้มากกรวยดักแมลงที่มีรูปทรงคล้ายหม้อนั่นเอง เมื่อได้บพบสิ่งคล้ายหม้อห้อยอยู่ตามป่า อะไรจะเหมาะเท่ากับยกให้เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งคงได้มาจากกรวยดักแมลงที่มีรูปทรงคล้ายหม้อนั่นเอง เมื่อได้พบสิ่งคล้ายหม้อห้อยอยู่ตามป่า อะไรจะเหมาะเท่ากับยกให้เป็นหม้อข้าวหม้อแกงของลิงไป ค่าที่ว่ามันคงจะแลดูน่ารักไปสำหรับจะเป็นหม้อข้าวหม้อแกงเสือ หรือหม้อข้าวหม้อแกงหมี ..........ชาวประมงทางภาคใต้คนหนึ่งให้เกร็ดความรู้แบบทีเล่นทีจริงว่า ถ้ามีหางงอกออกทางด้านหน้าถึงจะเรียกว่าหม้อลิง แต่ถ้าหางงอกออกด้านหลังเขาเรียกว่าหม้อค่าง ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยที่ค่างจะได้มีส่วนร่วมด้วย หางดังกล่าวนี้ก็คือก้านที่ยืดยาวเชื่อมต่ออกมาจากปลายใบนั่นเอง พืชพันธ์ชนิดนี้เป็นไม้ป่า ซึ่งคนเมืองอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสพบเห็นต้นจริงเท่าไร แต่ปัจจุบันนี้ได้มีผู้คิดนำเจ้าต้นหม้อแกงลิงมาปลูกขายเป็นไม้ประดับ ให้น้ำให้ปุ๋ยจนออกกรวยขนาดใหญ่น่าดู ด้วยกรวยทรงหม้อที่แปลกตานี่เองที่ดึงดูดผู้มีใจรักในต้นไม้ใบหญ้า ทว่ามีผู้ที่ซื้อไปชื่นชมได้ไม่นานก็ปรากฏว่าเจ้าต้นนี้ต้องล้มหายตายจากไป อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นไม้ป่าที่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่า การจะมาปลูกในเมืองคงต้องประคบประหงมดูแลกันเป็นพิเศษ จึงจะอยู่รอดปลอดภัยหรือต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของแต่ละต้นที่จะทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของเมืองได้ คนที่ไม่รู้จักคุ้นเคยต้นหม้อข้าวแกงลิง อาจเพียงแต่นึกชื่นชมกรวยดักแมลงที่น่าอัศจรรย์ของไม้พันธุ์นี้แต่สำหรับคนที่รู้จักป่าไม้ชนิดนี้ดี เช่น คนพื้นเพทางใต้ เมื่อได้เห็นกรวยดักแมลงของต้นไม้นี้ บางทีอาจทำให้นึกถึงรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ ของข้าวเหนียวนึ่งขึ้นมา นั่นเพราะคนใต้รู้จักจัดการให้กรวยดักแมลงอันนี้กลายมาเป็นของกินอร่อยได้ไม่ยากเรียกว่าเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาก็ไม่น่าผิด ผู้ที่คิดเริ่มแรกเมื่อพินิจพิจารณารูปทรงคล้ายหม้อคงทำให้คิดต่อไปว่าน่าจะเอาอะไรมาบรรจุลงไปดี ถ้าจะเป็นข้าวเจ้าก็ไม่น่าจะเหมาะเพราะข้าวเจ้าถือว่าเป็นอาหารหลักที่คนใต้กินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ฉะนั้นก็ควรเป็นข้าวเหนียวจะเหมาะกว่าด้วยว่าข้าวเหนียวสำหรับภาคใต้ถือเป็นของกินเล่นหรือขนม ไม่ใช่อาหารหลักอย่างทางอีสานหรือเหนือ และโดยคุณสมบัติของข้าวเหนียว จะเกาะติดกันเป็นรูปทรงตามวัสดุที่ห่อหุ้ม อย่างเช่น การห่อข้าวต้มมัด ..........วิธีการทำ ข้าวเหนียวหม้อแกงลิงก็ไม่ต่างจากการทำข้าวต้มมัด มีข้าวเหนียวกับกะทิเป็นหลัก ขาดก็แต่กล้วยน้ำว้าเท่านั้น แรกเริ่มก็ต้องเข้าไปหาเก็บกรวยของหม้อแกงลิงมาก่อน เลือกอันที่อวบงามจะได้น่ากิน จากนั้นจึงแช่ข้าวเหนียวเอาไว้ แล้วนำกรวยหม้อแกงลิงไปล้างอย่างเบามือ นำมาเรียงไว้ในภาชนะที่ใช้นึ่ง ขั้นตอนต่อไปก็ต้องขูดมะพร้าวคั้นกะทิแยกหัวแยกหางกะทิไว้ ส่วนวิธีทำลำดับต่อไปนี้บางถิ่นที่อาจทำแตกต่างกัน บางแห่งจะกรอกข้าวเหนียวที่แช่ไว้จนได้ที่ลงไปในกรวย จากนั้นหยอดหางกะทิตามลงไป ยกขึ้นเตานึ่งกะพอข้าวเหนียวใกล้สุกดีจึงหยอดหัวกะทิที่ผสมเกลือพอเค็มนิด ๆ นึ่งอีกครั้งจนสุกดี ก็จะได้ข้าวเหนียวหม้อแกงลิงที่เห็นหัวกะทิมันย่องลอยอยู่ตรงปากหม้อ แต่บางแห่งจะมูลข้าวเหนียวไว้ก่อนแบบการทำข้าวต้มมัด โดยนึ่งข้าวเหนียวอย่าถึงกับให้สุกดี แล้วนำมาผัดกับหางกะทิ คลุกเคล้าให้ทั่วจากนั้นจึงมากรอกลงในกรวยหม้อแกงลิงที่มีหัวกะทิลอยเป็นมันย่อง น่ากินเช่นกัน วิธีการรับประทาน สามารถกัดกร้วมเข้าไปทั้งส่วนตัวกรวยและข้าวเหนียวภายใน แต่คนที่ไม่ค่อยคุ้นมักจะลอกเปลือกกรวยออกกินแต่ข้าวเหนียวข้างใน ตัวกรวยนั้นมีลักษณะเป็นเส้นใย ถ้าเลือกกรวยแก่มากก็อาจลำบากในการบดเคี้ยว หากเป็นเช่นนี้ก็ควรแล้วที่จะลอกเปลือกออกแล้วรับประทานเฉพาะข้าวเหนียวที่รูปทรงเป็นหม้อแกงลิง แต่ถ้าได้กรวยขนาดพอเหมาะเคี้ยวกรุบ ๆ ไปพร้อมข้าวเหนียวก็ได้รสชาติไม่เลวทีเดียว ข้าวเหนียวหม้อแกงลิงจะจัดเป็นอาหารหนักคงไม่ได้ แต่ถ้าจะเรียกว่าของว่างก็คงแปลกหู เพราะคนพื้นบ้านใต้ไม่มีคำว่าของว่าง เพราะฉะนั้นเรียกเป็นขนมนั่นแหละถูกต้องที่สุดอะไรที่ไม่ใช่ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลัก ก็จัดเป็นขนมได้ทั้งนั้น ตามตลาดแถวภาคใต้มักมีข้าวเหนียวหม้อแกงลิงวางขาย คนที่ทำขายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เขตป่า อาจจะไม่ถึงกับป่าดิบใหญ่ แต่เป็นละเมาะป่าเล็ก ๆ ไม่ห่างบ้านนัก ถ้าสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยก็มีให้เก็บกันเหลือเฟือ ขนมชนิดนี้บางคนก็ชอบกิน แต่คนใต้บางคนก็เมินหน้าหนีเพราะไม่ชอบรูปทรงของมันเขาว่าน่าเกลียด ก็ขึ้นอยู่อับรสนิยมของแต่ละคน เพราะมีบางคนที่ไม่ชอบรสชาติแต่ชอบรูปทรงแปลกตาก็มี โดยเฉพาะคนใต้ที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดมานาน เมื่อได้เห็นขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นต้องรี่เข้าหาด้วยความประทับใจและรำลึกถึงความหลัง ยิ่งปัจจุบันขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงหาดูยากขึ้นทุกวัน ด้วยมีขนมใหม่ ๆ เข้ามาเบียดเนื้อที่เรียกความสนใจได้มากกว่า รวมทั้งพื้นที่ป่าที่จะให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเติบโตก็หดหายลงไปทุกที อีกไม่นานแม้แต่คนภาคใต้เองก็อาจไม่รู้จักข้าวเหนียวหม้อแกงลิงขนมพื้นบ้านใต้ที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาช่างคิดช่างทำ และวิถีชีวิตที่อยู่ไม่ไกลห่างธรรมชาติของคนแต่ดั้งแต่เดิม

หมอกบ่วาย หรือ จอกบ่วาย เป็นพืชในสกุลโดรเซอร่า ( Drosera ) วงศ์โดรเซอราซี ( Droseraceae ) เป็นพืชกินแมลง (insectivorous plant) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Drosera burmannii Vahl (1) ซึ่งมีรายละเอียดข้อมูลการใช้ทางการแพทย์ของอีสานจากสารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 ( กกยาอีสาน ) (2) ดังนี้

ยาพื้นบ้านอีสาน
ใช้ ทั้งต้นแห้ง ดองเหล้าดื่ม แก้ท้องมาน ทั้งต้นสด ขยี้ทาแก้กลากเกลื้อน
ตำรายาไทย
ใช้ ทั้งต้น แก้บิด ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ไข้มาลาเรีย

สำหรับพืชสกุลโดรเซอร่า        ( Drosera )       ในประเทศไทยนั้น จากตำรา    “ ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศ ไทย
เต็ม สมิตินันท์ ” (1) และ “Flora of Thailand” ( 5 ) ของกรมป่าไม้ มีอยู่ 3 ชนิด คือ

               1. Drosera burmannii Vahl ( จอกบ่วาย พบได้ทั่วประเทศ ชอบขึ้นบนดินปนทรายที่ชื้น พบได้ตั้งแต่พื้นที่ลุ่มถึงที่ความสูง 1400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

               2. Drosera indica L. ( หญ้าน้ำค้าง ) พบได้ทั่วประเทศ ขึ้นปนไปกับหญ้าบนดินที่ชื้น บนดินโคลน ศิลาแลง หรือทราย พบได้ตั้งแต่ที่ลุ่มไปจนถึง 1200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากสารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 ( กกยาอีสาน ) ระบุว่า ทั้งต้น ใช้แก้ท้องมานและตับอักเสบ (2)

                3. Drosera peltata Sm. ( ปัดน้ำ ) พบได้บ่อยในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และกาญจนบุรี ( บ่อแร่ )ในประเทศไทยเป็นพืชที่พบได้บ่อยบนภูเขาสูงตั้งแต่ 700-2100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในป่าสนที่มีดินทรายและหญ้าใต้ พืชชนิดนี้ไม่มีข้อมูลการใช้เป็นยาในตำรายาไทยหรือในกกยาอีสาน


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help